Desire Behavior ในการสรรหาบุคลากร วิธีการเลือกพนักงานที่มีแรงจูงใจสูง

Desire Behavior ในการสรรหาบุคลากร: วิธีการเลือกพนักงานที่มีแรงจูงใจสูง

Desire Behavior คือ การศึกษาความปรารถนา (Desire) และแรงจูงใจ (Motivation) ที่ผลักดันพนักงานในการทำงาน การเข้าใจ Desire Behavior ช่วยให้องค์กรสามารถเลือกพนักงานที่มีคุณสมบัติและความต้องการที่สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเลือกพนักงานที่มี แรงจูงใจสูง ซึ่งจะช่วยให้พวกเขามีความมุ่งมั่นในการทำงาน และสามารถทำงานได้เต็มที่ในการพัฒนาองค์กร

ความหมายของ Desire Behavior ในการสรรหาบุคลากร

Desire Behavior ในการสรรหาบุคลากรหมายถึงการใช้ข้อมูลเกี่ยวกับความปรารถนาและแรงจูงใจของผู้สมัครงานเพื่อประเมินว่า พวกเขามีคุณสมบัติที่ตรงกับสิ่งที่องค์กรต้องการหรือไม่ โดยการเข้าใจความปรารถนาและแรงจูงใจของผู้สมัคร ช่วยให้องค์กรเลือกพนักงานที่มีความมุ่งมั่น, มีเป้าหมายที่ชัดเจน และสามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้ดี

ความสำคัญของ Desire Behavior ในการสรรหาบุคลากร

การใช้ Desire Behavior ในการสรรหาบุคลากรมีความสำคัญดังนี้:

  1. ช่วยเลือกพนักงานที่มีแรงจูงใจสูง: การเข้าใจความปรารถนาและแรงจูงใจของพนักงานช่วยให้สามารถเลือกพนักงานที่มีความมุ่งมั่นในการทำงาน และมีแรงจูงใจที่สูงในการบรรลุเป้าหมาย
  2. ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร: การเลือกพนักงานที่มี Desire Behavior ตรงกับวัฒนธรรมองค์กรช่วยให้การทำงานร่วมกันในทีมมีความราบรื่น และช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี
  3. ลดการลาออกของพนักงาน: พนักงานที่มีแรงจูงใจสูงและมีความปรารถนาตรงกับองค์กรมักจะรู้สึกผูกพันกับองค์กรมากขึ้น และมีโอกาสลาออกต่ำลง
  4. พัฒนาศักยภาพของพนักงาน: พนักงานที่มีแรงจูงใจสูงจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเต็มที่ในการพัฒนาตัวเองและองค์กร

วิธีการเลือกพนักงานที่มีแรงจูงใจสูง

การเลือกพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงสามารถทำได้ผ่านหลายวิธีในการสรรหาบุคลากร ดังนี้:

  1. การสัมภาษณ์ที่เน้นแรงจูงใจและความปรารถนา
    • ใช้คำถามสัมภาษณ์ที่เกี่ยวกับ แรงจูงใจ และ เป้าหมายส่วนตัว ของผู้สมัคร เช่น
      • “คุณมีความปรารถนาอะไรในอนาคตของอาชีพ?”
      • “อะไรที่ทำให้คุณตื่นเต้นและมุ่งมั่นในการทำงาน?”
    • การถามคำถามเหล่านี้จะช่วยให้ HR เข้าใจแรงจูงใจและความปรารถนาของผู้สมัครที่แท้จริง
  2. การใช้แบบทดสอบหรือการประเมินทางจิตวิทยา
    • การใช้ การทดสอบทางจิตวิทยา หรือ แบบทดสอบแรงจูงใจ เพื่อประเมินคุณลักษณะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจ เช่น ความต้องการในการพัฒนาอาชีพ, ความสามารถในการทำงานภายใต้ความกดดัน, หรือความสามารถในการทำงานเป็นทีม
    • แบบทดสอบนี้สามารถช่วยให้การเลือกพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงตรงกับความต้องการขององค์กร
  3. การวิเคราะห์คุณค่าของผู้สมัคร
    • การตรวจสอบว่า ค่านิยม ของผู้สมัครตรงกับค่านิยมขององค์กรหรือไม่
    • ตัวอย่างคำถามที่สามารถใช้ในการสัมภาษณ์ เช่น “อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณในการทำงาน?” คำตอบจากผู้สมัครสามารถช่วยบ่งชี้ถึงความปรารถนาภายในและแรงจูงใจในการทำงาน
  4. การสำรวจประสบการณ์และความสำเร็จที่ผ่านมา
    • การถามเกี่ยวกับ ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา ของผู้สมัคร เช่น “คุณเคยบรรลุเป้าหมายในงานที่คุณทำอย่างไร?” หรือ “คุณเคยทำงานในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายได้อย่างไร?”
    • พนักงานที่มีแรงจูงใจสูงมักจะมีประสบการณ์ในการตั้งเป้าหมายและทุ่มเทเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ
  5. การตรวจสอบความสนใจและความปรารถนาภายนอก
    • การเรียนรู้เกี่ยวกับ ความสนใจส่วนตัว ของผู้สมัคร เช่น กิจกรรมหรืองานที่พวกเขาทำในเวลาว่าง
    • ความสนใจเหล่านี้อาจบ่งชี้ถึงความมุ่งมั่นหรือแรงจูงใจที่แท้จริงในการทำงานหรือการพัฒนาตนเอง

Desire Behavior ในการสรรหาบุคลากร: วิธีการเลือกพนักงานที่มีแรงจูงใจสูง และประโยชน์

Desire Behavior หรือ พฤติกรรมที่ขับเคลื่อนโดยความปรารถนาและแรงจูงใจ (Desire and Motivation) เป็นปัจจัยสำคัญในการสรรหาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ เพราะการเข้าใจพฤติกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาของพนักงานจะช่วยให้องค์กรสามารถเลือกพนักงานที่มีแรงจูงใจสูง และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

วิธีการเลือกพนักงานที่มีแรงจูงใจสูง

การเลือกพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงเป็นกระบวนการที่ต้องเข้าใจลักษณะของ Desire Behavior ของผู้สมัครและมีการใช้เครื่องมือในการประเมินที่มีประสิทธิภาพ เช่น:

  1. การสัมภาษณ์ที่มุ่งเน้นแรงจูงใจ
    • คำถามที่เน้น การตั้งเป้าหมายและแรงจูงใจ เช่น “คุณอยากเห็นตัวเองในตำแหน่งไหนภายใน 3 ปี?” หรือ “คุณจะทำอย่างไรในการพัฒนาอาชีพของคุณ?”
    • คำถามเหล่านี้ช่วยให้ HR เข้าใจถึงความมุ่งมั่นและทิศทางในอนาคตของผู้สมัคร
  2. การใช้แบบทดสอบแรงจูงใจ (Motivation Assessment)
    • ใช้ การทดสอบทางจิตวิทยา หรือแบบทดสอบที่ออกแบบมาเพื่อประเมินแรงจูงใจภายในของผู้สมัคร เช่น ทดสอบความมุ่งมั่น, ความสามารถในการทำงานภายใต้ความกดดัน หรือความพึงพอใจในความสำเร็จส่วนตัว
    • ช่วยให้ประเมินได้ว่าผู้สมัครมีแรงจูงใจในการทำงานที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและเป้าหมายขององค์กรหรือไม่
  3. การใช้คำถามเกี่ยวกับค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร
    • คำถามที่เกี่ยวข้องกับ ค่านิยม เช่น “อะไรคือสิ่งที่คุณให้ความสำคัญในงาน?” หรือ “สิ่งใดที่ทำให้คุณรู้สึกมีคุณค่าในที่ทำงาน?”
    • คำตอบจากผู้สมัครจะช่วยให้สามารถเลือกผู้สมัครที่มีค่านิยมและแรงจูงใจที่สอดคล้องกับองค์กร
  4. การถามเกี่ยวกับการจัดการกับความท้าทาย
    • สอบถามถึงวิธีที่ผู้สมัครจัดการกับ ความท้าทาย เช่น “เมื่อคุณเผชิญกับปัญหาหรืออุปสรรคในการทำงาน คุณจัดการกับมันอย่างไร?”
    • พนักงานที่มีแรงจูงใจสูงมักจะแสดงทัศนคติในการมองเห็นโอกาสจากความท้าทาย และมีความมุ่งมั่นในการหาทางออก
  5. การพิจารณาประสบการณ์ในอดีต
    • ตรวจสอบ ประสบการณ์การทำงาน ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและแรงจูงใจ เช่น ผลงานที่โดดเด่น, การเอาชนะอุปสรรคในงานที่ผ่านมา, หรือการพัฒนาตนเองในสายอาชีพ
    • ผู้สมัครที่มีแรงจูงใจสูงมักจะมีผลงานที่สะท้อนถึงการมุ่งมั่นในอาชีพ

ประโยชน์ของการเลือกพนักงานที่มีแรงจูงใจสูง

การเลือกพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงมีหลายประโยชน์ต่อองค์กร:

  1. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
    • พนักงานที่มีแรงจูงใจสูงจะทำงานอย่างเต็มที่ มีความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายและทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีแก่บริษัท
  2. ลดอัตราการลาออก
    • พนักงานที่มีแรงจูงใจสูงมักจะมีความผูกพันกับองค์กรมากขึ้น ซึ่งทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะทำงานในองค์กรได้นานขึ้น ลดปัญหาการลาออกและการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์
  3. สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี
    • การเลือกพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงจะส่งเสริม วัฒนธรรมการทำงานที่ดี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่กระตือรือร้น มีความพยายามในการพัฒนาองค์กร
  4. ช่วยให้พนักงานพัฒนาศักยภาพได้เต็มที่
    • พนักงานที่มีแรงจูงใจสูงมักจะมีความกระตือรือร้นในการพัฒนาทักษะและความสามารถของตนเอง ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาความสามารถของพนักงานและผลักดันองค์กรให้เติบโตในระยะยาว
  5. เสริมสร้างความพึงพอใจในงาน
    • เมื่อพนักงานมีแรงจูงใจสูงและเห็นผลสำเร็จจากการทำงาน จะมีความพึงพอใจในการทำงานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้พวกเขามีความสุขในการทำงานและการทำงานร่วมกับทีม
  6. เพิ่มความสามารถในการรับมือกับความท้าทาย
    • พนักงานที่มีแรงจูงใจสูงจะมีความสามารถในการรับมือกับอุปสรรคหรือความท้าทายที่เกิดขึ้นในงานได้ดี ซึ่งทำให้ทีมสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ในสภาวะที่ยากลำบาก
  7. สร้างผู้นำในอนาคต
    • พนักงานที่มีแรงจูงใจสูงมักจะมีทักษะในการบริหารจัดการและมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาอาชีพของตนเอง ทำให้พวกเขามีศักยภาพในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำในองค์กรในอนาคต

Desire Behavior ในการสรรหาบุคลากร: วิธีการเลือกพนักงานที่มีแรงจูงใจสูง พร้อมตัวอย่างที่ใช้งานจริง

การเลือกพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดในกระบวนการสรรหาบุคลากร เพราะพนักงานที่มี Desire Behavior ที่ดีและแรงจูงใจสูงจะช่วยให้องค์กรเติบโตและประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน การเข้าใจและประเมิน Desire Behavior หรือพฤติกรรมที่ขับเคลื่อนโดยความปรารถนาและแรงจูงใจ ช่วยให้องค์กรสามารถเลือกบุคลากรที่ไม่เพียงแต่ทำงานได้ดี แต่ยังมีความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายขององค์กร

วิธีการเลือกพนักงานที่มีแรงจูงใจสูง

  1. การสัมภาษณ์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Interviewing)

การสัมภาษณ์เชิงพฤติกรรมช่วยให้คุณได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแรงจูงใจและวิธีการที่ผู้สมัครจัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในอดีต ซึ่งสะท้อนถึง Desire Behavior ของพวกเขา ตัวอย่างคำถามที่สามารถใช้เพื่อประเมินแรงจูงใจ ได้แก่:

  • “กรุณาบอกเกี่ยวกับครั้งหนึ่งที่คุณตั้งเป้าหมายที่ท้าทายและสำเร็จได้ คุณทำอย่างไร?”
  • “เมื่อคุณเผชิญกับปัญหาหรือความท้าทายที่ยากลำบาก คุณจะจัดการกับมันอย่างไร?”

คำถามเหล่านี้ช่วยให้ HR ได้เห็นวิธีการที่ผู้สมัครใช้ในการจัดการกับสถานการณ์และมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมาย

  1. การใช้ทดสอบทางจิตวิทยา (Psychometric Testing)

ทดสอบทางจิตวิทยาช่วยให้ HR ประเมินพฤติกรรม, ความปรารถนา, และแรงจูงใจภายในของผู้สมัครได้แม่นยำขึ้น เช่น การทดสอบ แรงจูงใจภายใน หรือ ความกระตือรือร้นในการพัฒนาตนเอง ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ได้แก่:

  • ทดสอบแรงจูงใจ (Motivation Test) ที่ช่วยประเมินว่า ผู้สมัครมีแรงจูงใจภายในสูงในการทำงาน เช่น มีความปรารถนาที่จะเรียนรู้ใหม่ ๆ หรือมีความสามารถในการทำงานภายใต้ความกดดัน
  • การทดสอบทัศนคติและทักษะการจัดการตนเอง (Self-Management Skills Test) ที่สามารถช่วยให้เห็นว่า ผู้สมัครมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาอาชีพและเติบโตภายในองค์กรหรือไม่
  1. การประเมินตามค่านิยม (Value-based Assessment)

การตรวจสอบว่า ค่านิยมของผู้สมัคร ตรงกับค่านิยมขององค์กรหรือไม่สามารถช่วยให้เลือกพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงและสอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กรได้ ตัวอย่างคำถามเชิงค่านิยมอาจเป็น:

  • “อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในงานของคุณ?”
  • “คุณจะทำอย่างไรเพื่อให้การทำงานร่วมกับทีมของคุณเป็นไปได้ดี?”

การประเมินค่านิยมนี้ช่วยให้ HR เข้าใจว่า ผู้สมัครนั้นมีความปรารถนาในเชิงพาณิชย์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรหรือไม่

  1. การใช้การทดลองทำงาน (Work Simulations)

การใช้ การทดลองทำงาน หรือ ภารกิจจำลอง (Work Simulation) เช่น การทำ เคสศึกษา หรือ โปรเจ็กต์กลุ่ม ช่วยให้เห็นความมุ่งมั่นของผู้สมัครในการแก้ปัญหาและการทำงานร่วมกับทีม นอกจากนี้ยังเป็นการประเมินว่า พวกเขามีแรงจูงใจในการทำงานภายใต้สถานการณ์จริงมากน้อยแค่ไหน

ตัวอย่างที่ใช้งานจริง

ตัวอย่าง 1: บริษัทเทคโนโลยี

สถานการณ์: บริษัทเทคโนโลยีระดับกลางต้องการสรรหานักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีแรงจูงใจสูงเพื่อมาร่วมงานในทีมพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่

วิธีการเลือก:

  1. ในการสัมภาษณ์เชิงพฤติกรรม, HR ได้ถามคำถามเช่น “เล่าประสบการณ์ที่คุณเคยพัฒนาโปรเจ็กต์ซอฟต์แวร์ที่ท้าทายที่สุดที่คุณเคยทำมา และคุณจัดการอย่างไร?”
  2. ใช้ การทดสอบแรงจูงใจ ซึ่งช่วยให้เห็นว่าผู้สมัครมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือไม่
  3. ประเมิน ค่านิยมและเป้าหมาย โดยถามคำถาม “สิ่งใดที่ทำให้คุณรู้สึกพึงพอใจในงานพัฒนาเทคโนโลยี?”

ผลลัพธ์: ผู้สมัครที่ตอบคำถามด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการโปรเจ็กต์ที่ซับซ้อนและประสบความสำเร็จ ได้รับการคัดเลือก เนื่องจากแสดงให้เห็นถึง Desire Behavior ที่สอดคล้องกับความต้องการขององค์กร

ตัวอย่าง 2: บริษัทขายปลีก

สถานการณ์: บริษัทขายปลีกต้องการสรรหาผู้จัดการร้านที่มีแรงจูงใจสูงในการบริหารทีมและสร้างยอดขาย

วิธีการเลือก:

  1. ใช้ การสัมภาษณ์เชิงพฤติกรรม ที่มุ่งเน้นการจัดการทีมและผลักดันเป้าหมาย เช่น “เคยบริหารทีมที่มีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรบ้าง? คุณแก้ไขอย่างไร?”
  2. การใช้ การจำลองสถานการณ์ โดยให้ผู้สมัครลองจัดการสถานการณ์จำลอง เช่น การจัดการกับลูกค้าที่ไม่พอใจ หรือการจัดการกับปัญหาสินค้าขายไม่ดี
  3. ตรวจสอบ ค่านิยม ของผู้สมัครเกี่ยวกับการบริการลูกค้าและการบรรลุเป้าหมาย เช่น “อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการบริหารร้านค้าปลีก?”

ผลลัพธ์: ผู้สมัครที่แสดงให้เห็นถึงการมุ่งมั่นในการเพิ่มยอดขาย และมีวิธีการบริหารทีมที่มีแรงจูงใจสูง ได้รับการคัดเลือก เนื่องจากแสดงให้เห็นถึง Desire Behavior ที่สอดคล้องกับภารกิจของบริษัท

สรุป

การเลือกพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงโดยใช้ Desire Behavior เป็นวิธีที่สำคัญในการสรรหาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงจะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จในระยะยาว ด้วยการใช้การสัมภาษณ์เชิงพฤติกรรม, ทดสอบทางจิตวิทยา, การประเมินค่านิยม และการทดลองทำงาน HR สามารถเลือกบุคลากรที่มี Desire Behavior ที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมและเป้าหมายขององค์กรได้

Desire Behavior ในการสรรหาบุคลากร

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *